กองทุนพัฒนาน้ำบาดาล (Groundwater Development Fund)

กรมทรัพยากรน้ำบาดาล พลิกพื้นที่หาน้ำยาก จ.กาญจนบุรี สู่ต้นแบบความมั่นคงด้านน้ำ

วันที่ลงข่าว : 28 กุมภาพันธ์ 2569 | จำนวนผู้อ่าน : 140 คน | แก้ไขล่าสุดเมื่อ : 28 กุมภาพันธ์ 2569

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 กรมทรัพยากรน้ำบาดาล โดยนายทนงศักดิ์ ล้อชูสกุล ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 2 (สุพรรณบุรี) มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ส่วนวิชาการ เดินหน้าสูบทดสอบปริมาณน้ำบาดาล บ่อน้ำบาดาลเจาะใหม่แบบระยะยาวต่อเนื่อง 7 วันเต็ม ภายใต้โครงการศึกษา สำรวจ และพัฒนาน้ำบาดาลในพื้นที่หาน้ำยาก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาน้ำบาดาล โดยปฏิบัติการครบวงจร “ผลิต กักเก็บ จ่ายน้ำ พลังงานสะอาด” ณ บ้านหนองไก่เหลือง หมู่ที่ 7 ตำบลหนองประดู่ อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการทดสอบกำลังผลิตบ่อน้ำบาดาล แต่เป็นการประเมินระบบทั้งวงจร ได้แก่

     • ประเมินประสิทธิภาพบ่อน้ำบาดาล จำนวน 8 บ่อ

     • ตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำบาดาลเบื้องต้น

     • ทดสอบระบบสูบน้ำแบบผสม (ไฟฟ้า + พลังงานแสงอาทิตย์)

     • ทดสอบการจ่ายน้ำไกลถึง 20 กิโลเมตร

     • ติดตามพฤติกรรมการใช้น้ำของประชาชน

     • บันทึกข้อมูลการใช้น้ำรายชั่วโมงของระบบประปาเดิม 10 แห่ง ครอบคลุม 7 หมู่บ้าน
 

ผลการสูบทดสอบแบบระยะยาว 7 วันต่อเนื่อง

   1) กำลังผลิตน้ำบาดาล

       • บ่อผลิต 8 บ่อ ผลิตน้ำได้ 800 – 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน

       • สูบน้ำบาดาลเข้าสู่หอถังเหล็กเก็บน้ำ ขนาด 550 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 2 ถัง และหอถังเหล็กรักษาแรงดัน ขนาด 320 ลูกบาศก์เมตร รวมศักยภาพการกักเก็บน้ำกว่า 1,420 ลูกบาศก์เมตร

   2) ความต้องการใช้น้ำของชุมชน

      • ระบบประปาเดิม 10 แห่ง มีการใช้น้ำรวม 700 – 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน

   3) ระบบพลังงาน

      • ระบบสูบน้ำแบบผสม (Hybrid System)

      • พลังงานแสงอาทิตย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 6 – 7 ชั่วโมงต่อวัน (09.00 – 15.00 น.)

 

การประเมินผลพบว่า ระบบมีศักยภาพการผลิตน้ำบาดาลสูงสุด 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งมากกว่าความต้องการใช้น้ำสูงสุดประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน แสดงให้เห็นถึงส่วนเผื่อความปลอดภัย ที่สามารถรองรับช่วงเวลาการใช้น้ำพร้อมกันสูงสุดหรือฤดูแล้งได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งปริมาตรถังเก็บน้ำรวม 1,420 ลูกบาศก์เมตร ยังช่วยรักษาแรงดันน้ำให้สม่ำเสมอ รองรับกรณีไฟฟ้าขัดข้อง และลดการสูบต่อเนื่องเกินความจำเป็น ช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์และชั้นน้ำบาดาล ระบบสูบน้ำแบบผสมผสานระหว่างไฟฟ้าและพลังงานแสงอาทิตย์ ช่วยลดต้นทุนระยะยาวและเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน

 

ในขณะเดียวกัน การเก็บข้อมูลการใช้น้ำรายชั่วโมง ทำให้สามารถบริหารจัดการรอบการสูบน้ำบาดาล และวางแผนพัฒนาระบบได้อย่างแม่นยำ โดยภาพรวมโครงการมีความพร้อมทั้งด้านเทคนิค และการบริหารจัดการ สามารถรองรับความต้องการใช้น้ำของประชาชนใน 7 หมู่บ้าน กว่า 2,600 ครัวเรือน (ประมาณ 7,000 คน) และเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว


ประมวลภาพข่าวประชาสัมพันธ์


เผยแพร่โดย : กองทุนพัฒนาน้ำบาดาล

URL ลิงค์ : http://gdf.dgr.go.th/readnews.php?id=645